วันพุธที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2555

การทำงานของมอเตอร์ไฟฟ้ากระแสตรง

<iframe width="420" height="315" src="http://www.youtube.com/embed/Xi7o8cMPI0E" frameborder="0" allowfullscreen></iframe>

การป้องกันอันตรายจากฟ้าผ่า


ป้องกัน!!!อันตรายจากฟ้าผ่า



"ไม่ควรอยู่ในที่โล่งแจ้ง รวมทั้งหลีกเลี่ยงการสวมใส่เครื่องประดับและใช้สื่อไฟฟ้าที่จะเป็นสาเหตุของการเกิดฟ้าผ่าได้”...เป็นคำเตือนของทางกรมอุตุนิยมวิทยา กับสภาวะอากาศระยะนี้ที่แปรปรวน

พายุฤดูร้อน-พายุฝนฟ้าคะนอง...ใช่จะมีภัยแค่ลมพายุ

“ภัยฟ้าผ่า” ก็มองข้ามมิได้...และนับวันจะเกิดบ่อย !!

ปัจจุบันภัยฟ้าผ่าเป็นอีกหนึ่งภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นบ่อยมาก จากเดิมในปี 2548 มีรายงานว่าในแต่ละปีมีเด็กและผู้ใหญ่ทั่วโลก “เสียชีวิตเพราะถูกฟ้า ผ่า” มากกว่า 1,000 ราย เมื่อเร็ว ๆ นี้มีข้อมูลออกมาว่าฟ้าผ่าเกิดขึ้นทุกวัน ๆ ละกว่า 8 ล้านครั้งทั่วโลก มีคนบาดเจ็บและเสียชีวิตรวมแล้วกว่า 1,500-5,000 คนต่อปี ขณะที่ศูนย์วิจัยเพื่อสร้างเสริมความปลอดภัยและป้องกันการบาดเจ็บ ในเด็ก ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ระบุว่ายุคนี้ เด็กไทยอายุน้อยกว่า 17 ปี เสียชีวิตจากการถูกฟ้าผ่าเฉลี่ยประมาณ 20 คนต่อปี ยังไม่รวมส่วนที่เป็นผู้ใหญ่ที่อยู่นอกการสำรวจ

“ฟ้าผ่า” เป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่ “เกิดจากความไม่สมดุลของอุณหภูมิในชั้นบรรยากาศโลก” ซึ่งมีทั้งฟ้าผ่าขึ้น และฟ้าผ่าลง โดยฟ้าผ่าลงที่มนุษย์คุ้นเคยมากกว่าและทำให้เกิดการบาดเจ็บ - เสียชีวิตอยู่เป็นประจำนั้น กระบวนการเริ่มจากก้อนเมฆมีความเข้มของสนามไฟฟ้าสูงถึงค่าวิกฤติ เกิดการแตกตัวของอนุภาคโมเลกุลในอากาศ ขยายตัวออกเป็นตัวนำวิ่งลงสู่พื้นโลก เกิด การถ่ายเทประจุลงสู่พื้นโลกเป็นลำฟ้าผ่า

วิธีป้องกันอันตรายจากฟ้าผ่า เวลาที่เกิดพายุฝนฟ้าคะนอง ที่มีการแนะนำกันไว้ก็มีอาทิ... หลีกเลี่ยงการอยู่ในที่โล่งแจ้ง เช่น กลางสนามหญ้า สนามกีฬา ชายหาด ลานกว้าง ทุ่งนา ฯลฯ, หลีกเลี่ยงการอยู่ใต้-อยู่ใกล้ต้นไม้สูง เสาไฟฟ้า เสาสูง รั้ว กำแพง โดยเฉพาะที่มีโลหะเป็นส่วนประกอบ, หลีกเลี่ยงการมีสื่อไฟฟ้าติดตัว เช่น สร้อย แหวน กำไล นาฬิกา ฯลฯ ที่มีโลหะนำไฟฟ้า ควรถอดเก็บไว้ไกลตัวชั่วคราว, หลีกเลี่ยงการใช้โทรศัพท์มือถือ-การใช้โทรศัพท์สาธารณะที่อยู่กลางแจ้ง เพราะดึงดูดสายฟ้าได้

ผู้ที่ถูกฟ้าผ่าส่วนใหญ่จะเสียชีวิตในที่เกิดเหตุทันที หรือถ้าดวงแข็งแบบสุด ๆ แล้วยังไงก็จะได้รับบาดเจ็บรุนแรง เพราะร่างกายจะถูกกระแสไฟฟ้ามากกว่า 200,000 แอมแปร์ช็อต จึงไม่ควรมองข้ามคำแนะนำ



เมื่อเกิดฝนกระหน่ำฟ้าคะนอง หากเป็นไปได้ควรหลบเข้าบ้าน อาคารต่าง ๆ ที่มีการติดสายล่อฟ้า ส่วนสิ่งปลูกสร้างเล็ก ๆ กลางไร่นาที่โล่งแจ้งนั้น ที่ผ่านมามีข่าวฟ้าผ่าจนคนตายเป็นประจำ...โปรดระวัง !! อย่างไรก็ตาม แม้จะอยู่ในบ้านก็ยังมีข้อควรระวัง เช่น ไม่ควรไปเกาะหรืออยู่ใกล้หน้าต่าง โดยเฉพาะถ้ามีส่วนประกอบเป็นโลหะ, ไม่ควรเปิดหรือใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าต่าง ๆ โดยไม่จำเป็น !! เพราะหากฟ้าผ่าใส่บ้านกระแสไฟฟ้าอาจไหลผ่านเครื่องไฟฟ้ามาทำอันตรายได้ ซึ่งกรณีนี้ก็รวมถึงเครื่องทำน้ำอุ่น หรือมือถือที่เสียบชาร์จแบตเตอรี่อยู่

กรณีอยู่ในรถที่กำลังวิ่งหรือจอดขณะฝนฟ้าคะนอง ควรปิดกระจกรถทุกบาน และหากเกิดแจ๊กพอตฟ้าผ่าใส่รถขึ้นมา คำแนะนำคืออย่าตกใจ ตั้งสติให้มั่น ซึ่งโดยทั่วไปกระแสไฟฟ้าจากฟ้าที่ผ่าใส่รถจะวิ่งไปตามโลหะตัวถังรอบ นอกรถแล้วลงสู่พื้นดินไป อย่าลงจากรถวิ่งหนีเมื่อฟ้าผ่ารถ อย่ารีบซิ่ง จะยิ่งเสี่ยงตาย !!

ทั้งนี้ “ภัยฟ้าผ่า” คุกคามคนไทยรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ อย่างในปี 2551 นี้ยังไม่ทันเข้าสู่ฤดูฝนปกติ ก็มีข่าวคนถูกฟ้าผ่าเสียชีวิตไปหลายศพแล้ว เช่น 3 ศพที่เป็นหญิง ที่ถูกฟ้าผ่าเสียชีวิตพร้อมกัน-ที่เดียวกัน เมื่อ 15 เม.ย. ที่ ต.บ้านเม็ง อ.หนองเรือ จ.ขอนแก่น, วันที่ 27 เม.ย. เด็กชายวัย 12 ขวบรายหนึ่งถูกฟ้าผ่าเสียชีวิตใกล้รถมอเตอร์ไซค์ที่ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี นี่ยังไม่รวมสัตว์เลี้ยง เช่น วัว ที่ปีนี้ก็ถูกฟ้าผ่าตายไปแล้วหลายสิบตัว

รศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยภัยธรรมชาติ มหาวิทยาลัยรังสิต ระบุว่า ...ข้อสังเกตที่กำลังเป็นที่สนใจ ที่ว่าทำไม “ฟ้าผ่าคนตาย” ถึงเกิดขึ้นบ่อยในปัจจุบันนั้น อาจจะมีสาเหตุมาจากปัจจัยกระตุ้นหลาย ๆ สิ่ง อาทิ ภาวะโลกร้อน, การเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดินมากขึ้น รวมถึง พฤติกรรมมนุษย์ที่เสี่ยง ต่อการถูกฟ้าผ่ามากขึ้น เช่น ใช้โทรศัพท์มือถือขณะฝนฟ้าคะนอง ใส่เครื่องประดับที่มีโลหะนำกระแสไฟฟ้า เป็นต้น

สำหรับกรณีเมืองใหญ่ เช่น กรุงเทพฯ ที่ก็เกิดฟ้าผ่าบ่อยขึ้น อาจเกิดจากความเปลี่ยนแปลงเรื่องการใช้ที่ดินในปัจจุบันเป็นหลัก พื้นที่ที่เป็นต้นไม้น้อยลง ทำให้ขาดตัวดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และฝุ่นละอองที่เกิดขึ้นจากปริมาณรถยนต์บนท้องถนน จนมีผลทำให้อุณหภูมิพื้นผิวสูงขึ้น จนทำให้เกิดการจับกลุ่มรวมตัวของเมฆฝนมากขึ้น ซึ่งเมื่อมีฝนฟ้าคะนองโดยอุณหภูมิไม่สมดุลเพิ่มขึ้น โอกาสเกิดฟ้าผ่าก็มีบ่อยขึ้น

“วัสดุคอนกรีตที่ใช้ในการก่อสร้าง และป้ายโฆษณาที่มีอยู่มากมาย ซึ่งมีส่วนประกอบหลักจากโลหะและคอนกรีต ก็เป็นวัสดุที่เป็นตัวนำประจุไฟฟ้าหรือล่อฟ้าผ่าได้เช่นเดียวกัน ซึ่งเมื่อเกิดฝนฟ้าคะนองก็มีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดฟ้าผ่า ใครไปยืนอยู่ใกล้ ๆ ก็มีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดอันตราย” ...รศ.ดร. เสรี ระบุ พร้อมทั้งเตือนด้วยว่า... “ฟ้าผ่า” นั้นไม่สามารถพยากรณ์ได้ว่าจะเกิดขึ้นที่ไหน ตรงจุดใด ดังนั้น วิธีที่ดีที่สุดคือหลีกเลี่ยงการอยู่ใกล้สิ่งที่มีความเสี่ยงและการมีพฤติกรรมเสี่ยงที่จะเกิด-จะถูกฟ้าผ่า


ที่มา : http://www.dek-d.com/board/view.php?id=1088670

โรงไฟฟ้าพลังงานชีวมวล


โรงไฟฟ้าพลังงานชีวมวล


โรงไฟฟ้าพลังงานชีวมวล
          ชีวมวล (Biomass) คือ สารอินทรีย์ทุกรูปแบบที่เป็นแหล่งกักเก็บพลังงานจากธรรมชาติและสามารถนำมา ใช้ผลิตเป็นพลังงานได้ โดยไม่นับการกลายเป็นเชื้อเพลิงฟอสซิลไปแล้ว โดยมากมาจาก กากหรือเศษวัสดุเหลือใช้จากการเกษตร หรือ กากจากกระบวนการผลิตทางอุตสาหกรรม เช่น แกลบ ฟางข้าว ชานอ้อย ใบและยอดอ้อย เศษไม้ เส้นใยและกะลาปาล์ม กากมันสำปะหลัง ซังข้าวโพด กาบและกะลามะพร้าว ส่าเหล้า ขยะมูลฝอย น้ำเสียจากโรงงาน หรือแม้กระทั่งมูลสัตว์ต่างๆ ฯลฯ

                 

          โรงไฟฟ้าชีวมวล คือโรงไฟฟ้าที่ใช้เศษวัสดุต่างๆที่เป็นชีวมวล เป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้า หรือ ผลิตไอน้ำ ซึ่งอาจเป็นวัสดุชนิดเดียวกันหรือหลายชนิดรวมกัน เช่น โรงน้ำตาลใช้กากอ้อยที่ได้จากการหีบอ้อยเป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้า โรงสีขนาดใหญ่ที่ใช้แกลบเป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้า การใช้ก๊าซชีวภาพ (Biogas) จากการหมักน้ำเสีย (ที่ได้มาจากกระบวนการผลิตทางอุตสาหกรรม)หรือมูลสัตว์(จากฟาร์มเลี้ยงสัตว์ )มาผลิตกระแสไฟฟ้า โดยมีหลักการทำงานในทำนองเดียวกับโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนทั่วไป ขั้นตอนการผลิตไฟฟ้าจะเริ่มด้วยการสูบน้ำดิบจากแหล่งน้ำธรรมชาติ ซึ่งผ่านการกรองแล้วเข้าสู่เครื่องผลิตไอน้ำ ขณะที่ชีวมวลต่างๆถูกลำเลียงเข้าสู่เครื่องบดเพื่อบดให้ละเอียด ก่อนส่งไปเข้าเตาเผาเพื่อให้เกิดความร้อนในระดับสูง ความร้อนที่ได้จะช่วยให้น้ำในเครื่องผลิตไอน้ำกลายสภาพเป็นไอ ไอน้ำแรงดันสูงนี้ ทำหน้าที่หมุนกังหันของเครื่องกำเนิดไฟฟ้าอีกที ทำให้เกิดกระแสไฟฟ้าขึ้น ไอน้ำที่ใช้ในการหมุนกังหันเครื่องกำเนิดไฟฟ้า จะผ่านกระบวนการควบแน่นให้กลับมาเป็นน้ำและนำมาใช้หมุนเวียนหลายครั้ง จนสุดท้ายจึงถูกปรับคุณภาพให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานซึ่งไม่เป็นพิษต่อสิ่งแวด ล้อมแล้วปล่อยลงสู่บ่อพักน้ำขนาดใหญ่ เพื่อให้ระเหยหายไปเองตามธรรมชาติ
          น้ำที่ผ่านกระบวนผลิตของโรงไฟฟ้าชีวมวล จึงไม่สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ฝุ่นผงซึ่งเกิดจากขั้นตอนการเผาไหม้ชีวมวล ก็ไม่สร้างผลเสียต่อสิ่งแวดล้อมเช่นเดียวกัน มันจะถูกดักจับด้วยเครื่องดักจับฝุ่นแบบไฟฟ้าสถิตแรงสูง จึงมั่นใจได้ว่าจะไม่มีฝุ่นและอองลอยออกไปสร้างความเดือดร้อนให้ผู้อยู่ อาศัยละแวกนั้น ส่วนขี้เถาที่ได้จากการเผาชีวมวลยังสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้อีกมากมาย เช่น ใช้ เป็นวัสดุปรับคุณภาพดิน ใช้ในอุตสาหกรรมซีเมนต์ หรืออุตสาหกรรมก่อสร้าง เป็นต้น หรือจะใช้วิธีฝังกลบก็ได้เช่นกัน



โดยเหตุที่ประเทศไทยทำการเกษตรอย่างกว้างขวางวัสดุเหลือใช้จากการเกษตร เช่น แกลบ ขี้เลื่อย ชานอ้อย กากมะพร้าว ฯ ซึ่งมีอยู่จำนวนมาก (เทียบได้น้ำมันดิบปีละไม่น้อยกว่า 6,500 ล้านลิตร) ก็ควรจะใช้เป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าในเชิงพาณิชย์ได้ในกรณีของโรงเลื่อย โรงสี โรงน้ำตาล ฯ ขนาดใหญ่ อาจจะยินยอมให้จ่ายพลังงานไฟฟ้าให้กับระบบไฟฟ้าของการไฟฟ้าต่างๆในประเทศใน ลักษณะของการผลิตร่วม (Co-generation) ซึ่งมีใช้อยู่แล้วหลายแห่งในต่างประเทศโดยวิธีดังกล่าวแล้วจะช่วยให้สามารถ ใช้ประโยชน์จากแหล่งพลังงานในประเทศสำหรับส่วนรวมได้มากยิ่งขึ้นทั้งนี้อาจ จะรวมถึงการใช้ไม้ฟืนจากโครงการปลูกไม้โตเร็วในพื้นที่นับล้านไร่ในกรณีที่ รัฐบาลจำเป็นต้องลดปริมาณการปลูกมันสำปะหลัง อ้อย ฯ เพื่อแก้ปัญหาระยะยาวทางด้านการตลาดของพืชทั้งสองชนิด อนึ่ง สำหรับผลิตผลจากชีวมวลในลักษณะอื่นที่ยังใช้เป็นเชื้อเพลิงได้ เช่น แอลกฮอล์ จากมันสำปะหลัง ก๊าซจากฟืน(Gasifier) ก๊าซจากการหมักเศษวัสดุเหลือจากการเกษตร(Bio Gas) ขยะ ฯ หากมีความคุ้มค่าในเชิงพาณิชย์ก็อาจนำมาใช้เป็นเชื้อเพลิงสำหรับผลิตไฟฟ้า ได้เช่นกัน

ที่มา : http://region2.prd.go.th/ewt_news.php?nid=20096&filename=letgogreen

พลังงาน...นิวเคลียร์

โรงไฟฟ้านิวเคลียรื


โรงไฟฟ้านิวเคลียร์คืออะไร

                                                 โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ของประเทศญี่ปุ่น

“โรงไฟฟ้านิวเคลียร์” คือ โรงงานผลิต กระแสไฟฟ้าที่ใช้พลังงานความร้อนจากปฏิกิริยาแตกตัวทางนิวเคลียร์ (nuclear fission reaction) ทำให้น้ำกลายเป็นไอน้ำที่มีแรงดันสูง แล้วส่งไอน้ำไปหมุนกังหันไอน้ำ ซึ่งต่อกับเครื่องกำเนิดไฟฟ้า เพื่อผลิตไฟฟ้า และส่งต่อไปยังผู้บริโภคต่อไป
โรงไฟฟ้านิวเคลียร์มีหลักการผลิตไฟฟ้าคล้ายกับโรงไฟฟ้าพลังความร้อนทั่วไป กล่าวคือ จะใช้พลังงานความร้อนไปผลิตไอน้ำ แล้วส่งไอน้ำไปหมุนกังหันไอน้ำและ เครื่องกำเนิดไฟฟ้า เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้า ออกมา แต่มีข้อแตกต่างกันคือ ต้นกำเนิดพลังงานความร้อนของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เกิดจากปฏิกิริยาแตกตัวของยูเรเนียม-๒๓๕ ในเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ ส่วนความร้อนจากโรงไฟฟ้าพลังความร้อนทั่วไปนั้นได้จากการเผาไหม้ของเชื้อเพลิง ซึ่งได้แก่ ถ่านหินหรือลิกไนต์ ก๊าซธรรมชาติหรือน้ำมัน เมื่อเปรียบเทียบปริมาณเชื้อเพลิงที่ใช้สำหรับการ ผลิตไฟฟ้า พบว่า หากใช้ยูเรเนียมธรรมชาติ (ความเข้มข้นของยูเรเนียม-๒๓๕ ประมาณร้อยละ ๐.๗) จำนวน ๑ ตัน จะสามารถผลิตไฟฟ้าได้มากกว่า ๔๐ ล้านกิโลวัตต์/ชั่วโมง ในขณะที่ต้องใช้ถ่านหินถึง ๑๖,๐๐๐ ตัน หรือใช้น้ำมันถึง ๘๐,๐๐๐ บาร์เรล (ประมาณ ๑๓ ล้านลิตร) จึงจะผลิตไฟฟ้าได้เท่ากัน



การนำพลังงานนิวเคลียร์มาใช้เพื่อผลิต ไฟฟ้า เป็นความสำเร็จทางวิทยาศาสตร์ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาประมาณ ๕๐ ปีที่ผ่านมานี้เอง โดยใน พ.ศ. ๒๔๙๔ ได้มีการทดลอง เดินเครื่องปฏิกรณ์เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าเป็นครั้งแรกของโลกขึ้นที่สถานีทดลองพลังงานไอดาโฮ เพื่อจ่ายกระแสไฟฟ้าให้แก่ เมืองอาร์โค มลรัฐไอดาโฮ ประเทศสหรัฐอเมริกา
การก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แบบปฏิกรณ์ความดันสูงในเชิงพาณิชย์ขนาด ๗๕ เมกะวัตต์ ได้เริ่มขึ้นที่ชิปปิงพอร์ต มลรัฐเพนซิลเวเนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา ใน พ.ศ. ๒๔๙๗ และได้จ่ายกระแสไฟฟ้าให้แก่เมืองพิตต์สเบิร์ก ใน พ.ศ. ๒๕๐๐
ต่อมาใน พ.ศ. ๒๕๐๒ โรงไฟฟ้านิวเคลียร์เดรสเดน (แบบปฏิกรณ์น้ำเดือด) ได้เดินเครื่องจ่ายกระแสไฟฟ้าให้แก่เมืองมอร์ริส มลรัฐอิลลินอยส์ หลังจากนั้น การก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ทั้ง ๒ แบบได้ขยายตัวขึ้น และแพร่หลายไปยังประเทศอื่นๆ รวมทั้งการพัฒนาเทคโนโลยีโรงไฟฟ้า นิวเคลียร์ให้มีขนาดใหญ่ขึ้นกว่า ๑,๐๐๐ เมกะวัตต์ และมีความปลอดภัยยิ่งขึ้น

โรงไฟฟ้านิวเคลียร์มี่ส่วนประกอบที่สำคัญอะไรบ้าง



โรงไฟฟ้านิวเคลียร์มีส่วนประกอบที่สำคัญ คือ
๑)อาคารปฏิกรณ์ ประกอบด้วย เครื่องปฏิกรณ์ เครื่องผลิตไอน้ำ เครื่องควบคุมความดัน ปั๊มน้ำระบายความร้อน อุปกรณ์อื่นๆ เช่น วัสดุกำบังรังสี ระบบควบคุมการเดินเครื่อง และระบบความปลอดภัยต่างๆ
๒)อาคารเสริมระบบปฏิกรณ์ ประกอบด้วย เครื่องมืออุปกรณ์สำหรับการเดินเครื่องปฏิกรณ์ อุปกรณ์ความปลอดภัย บ่อเก็บเชื้อเพลิงใช้แล้ว
๓)อาคารกังหันไอน้ำ ประกอบด้วย ชุดกังหันไอน้ำ เครื่องกำเนิดไฟฟ้าและอุปกรณ์ประกอบ




๔)สถานีไฟฟ้าแรงสูง ประกอบด้วย ระบบสายส่งไฟฟ้าแรงสูงและอุปกรณ์ประกอบ
๕)อาคารฝึกหัดเดินเครื่องโรงไฟฟ้า ประกอบด้วย แบบจำลองสำหรับฝึกหัดเดินเครื่องโรงไฟฟ้า ทั้งสภาวะปกติและฉุกเฉิน
๖)อาคารระบบคอมพิวเตอร์ ประกอบด้วย ระบบอุปกรณ์/ข้อมูลสำหรับ การเดินเครื่องโรงไฟฟ้า
๗)หม้อแปลงไฟฟ้า ประกอบด้วย หม้อแปลงไฟฟ้าหลัก และหม้อแปลงไฟฟ้าสำรองสำหรับการเดินเครื่อง
๘)อาคารอำนวยการ ประกอบด้วย สำนักงาน ห้องทำงานต่างๆ ห้องประชุม
๙)อาคารสำนักงานและฝึกอบรม ประกอบด้วย ห้องทำงาน ห้องฝึกอบรม ห้องประชุม ห้องปฏิบัติการทางเคมี ห้องอาหาร
๑๐)อาคารรักษาความปลอดภัย เป็นอาคารทางเข้าบริเวณโรงไฟฟ้า ประกอบด้วย เจ้าหน้าที่และอุปกรณ์เครื่องมือของระบบรักษาความปลอดภัยต่างๆ
๑๑)อาคารโรงสูบน้ำ เป็นอาคารที่สูบน้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติภายนอก เพื่อนำมาควบแน่นไอน้ำในระบบผลิตไอน้ำ ประกอบด้วย ชุดปั๊มน้ำ และอุปกรณ์ประกอบต่างๆ
๑๒)ส่วนประกอบอื่นๆ ได้แก่ ระบบสายส่งไฟฟ้าแรงสูง และหอระบายความร้อน (ถ้าไม่มีแหล่งน้ำธรรมชาติขนาดใหญ่)


หลักการทำงานของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แบ่งได้กี่แบบ

โรงไฟฟ้านิวเคลียร์แบ่งการทำงานออก เป็น ๒ ส่วนใหญ่ๆ คือ
๑)ส่วนผลิตความร้อน ได้แก่ เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ ระบบน้ำระบายความร้อน และเครื่องผลิตไอน้ำ
๒)ส่วนผลิตกระแสไฟฟ้า ประกอบด้วย กังหันไอน้ำ และเครื่องกำเนิดไฟฟ้า โดยส่วนผลิตความร้อนจะส่งผ่านความร้อนให้กระบวนการผลิตไอน้ำ เพื่อนำไปใช้ผลิต ไฟฟ้าต่อไป
พิจารณาจากหลักการทำงาน อาจแบ่งโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ออกได้เป็น ๓ แบบดังนี้
๑.โรงไฟฟ้านิวเคลียร์แบบปฏิกรณ์ความดันสูง (Pressurized Water Reactor : PWR)



โรงไฟฟ้านิวเคลียร์แบบ PWR มีหลักการทำงานคือ เมื่อเครื่องปฏิกรณ์ทำงาน จะเกิดปฏิกิริยาแตกตัวกับเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ ทำให้เกิดความร้อน กัมมันตรังสี และผลิตผล จากการแตกตัว (fission product) หรือกาก เชื้อเพลิง โดยความร้อนจากเชื้อเพลิงจะถ่ายเทให้แก่น้ำระบายความร้อนวงจรที่ ๑ ซึ่งไหลเวียนตลอดเวลาด้วยปั๊มน้ำ โดยมีเครื่องควบคุมความดันคอยควบคุมความดันภายในระบบให้สูงและคงที่ ส่วนน้ำที่รับความร้อนจากเชื้อเพลิงจะไหลไปยังเครื่องผลิตไอน้ำ และถ่ายเทความร้อนให้ระบบน้ำวงจรที่ ๒ ซึ่งแยกเป็นอิสระจากกัน ทำให้น้ำเดือดกลายเป็นไอน้ำแรงดันสูง และถูกส่งผ่านไปหมุนกังหันไอน้ำ และเครื่องกำเนิด ไฟฟ้าซึ่งต่ออยู่กับกังหันไอน้ำ เมื่อเครื่องกำเนิดไฟฟ้าหมุน จะเกิดกระแสไฟฟ้าที่สามารถนำไปใช้งานได้ต่อไป ไอน้ำแรงดันสูงที่หมุนกังหันไอน้ำแล้ว จะมีแรงดันลดลง และถูกส่งผ่านมาที่เครื่องควบแน่นไอน้ำ เมื่อไอน้ำได้รับความเย็นจากวงจรน้ำเย็นจะกลั่นตัวเป็นน้ำและส่งกลับไปยังเครื่องผลิตไอน้ำด้วยปั๊มน้ำ เพื่อรับความร้อนจากระบบน้ำวงจรที่ ๑ วนเวียนเช่นนี้ตลอดการเดินเครื่องปฏิกรณ์

๒.โรงไฟฟ้านิวเคลียร์แบบปฏิกรณ์น้ำเดือด (Boiling Water Reactor : BWR)



โรงไฟฟ้านิวเคลียร์แบบ BWR มีหลัก การทำงานคล้ายโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แบบ PWR แต่มีข้อแตกต่างกันที่ส่วนผลิตความร้อน เพราะความร้อนจากเชื้อเพลิงที่ถ่ายเทให้แก่วงจรน้ำระบายความร้อน จะทำให้น้ำเดือดกลายเป็นไอน้ำไปหมุนกังหันไอน้ำโดยตรง โดยไม่มีระบบน้ำวงจรที่ ๒ มารับความร้อน เหมือนแบบ PWR

๓.โรงไฟฟ้านิวเคลียร์แบบปฏิกรณ์น้ำมวลหนัก (Pressurized Heavy Water Reactor : PHWR)



โรงไฟฟ้านิวเคลียร์แบบ PHWR หรือมีชื่อทางการค้าว่า แคนดู (CANDU : CANada Deuterium Uranium) มีหลักการทำงานเหมือนโรงไฟฟ้าแบบ PWR แต่แตกต่างกันที่เครื่องปฏิกรณ์จะวางในแนวนอน ใช้ยูเรเนียมธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิง และใช้น้ำมวลหนัก (Heavy water : D2O) เป็นสาร ระบายความร้อนและสารหน่วงนิวตรอน


ที่มา : http://kanchanapisek.or.th/kp6/BOOK28/chapter7/t28-7-l1.htm

Nuclear Power Plant educated animation การ์ตูนโรงไฟฟ้านิวเคลียร์

ไฟช็อตคน